|
วิถีสู่ความสำเร็จของนักธุรกิจ
SME |
 |
|
INTERVIEW |
|
คุณ อมฤทธิ์ ปั้นศิริ |
Managing Director
Excel Transport International Co., Ltd. |
|
“ยึดมั่นในสิ่งที่ทำ ละเอียดอ่อนในเรื่องของความคิด
ระมัดระวังก่อนการตัดสินใจ” |
|
|
|
ปัจจุบันดำรงตำแหน่งที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมตัวแทนขนส่งสินค้าทางอากาศ
วิทยากรพิเศษประจำคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ |
|
อดีตคือรากฐานของปัจจุบัน |
- แต่อดีตเริ่มต้นจากการศึกษาเล่าเรียนอยู่ที่โรงเรียนวัดสุทธิวราราม เป็นนักดนตรีวงดุริยางค์
และเป็นดรัมเมเยอร์ นับว่าดนตรีได้ช่วยหล่อหลอมให้เป็นคนที่มีความมั่นคงในตัวเอง มีสมาธิ
มีความเป็นผู้นำ ยึดมั่นในสิ่งที่ทำ ละเอียดอ่อนในเรื่องของความคิด ระมัดระวังก่อนการตัดสินใจ
|
|
สิ่งที่ได้จากการทำงานครั้งแรก |
- หลังจากที่ได้จบมัธยมปลาย ก็ได้ตัดสินใจเรียนต่อ แต่ในขณะเดียวกันก็มีความคิดที่อยากจะทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย
จึงตัดสินใจเรียน มหาลัยวิทยาลัยรามคำแหง
- หลังจากที่ตัดสินใจว่าจะทำงานด้วยและเรียนไปด้วยก็ได้เริ่มต้นทำงานครั้งแรกในชีวิต
คืองานโฆษณา ในบริษัทเคอร์เอนดีเป็นบริษัทของอังกฤษ ได้มีโอกาสเรียนรู้ภาษาอังกฤษ ฝึกความรับผิดชอบต่องาน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ได้ทำงานการถ่ายทำหนังโฆษณากับผู้จัดการนายฝรั่ง ถือได้ว่าเป็นประสบการณ์สุดยอดมาก
เพราะเป็นต้นฉบับของการคิดและการดำเนินชีวิต หนังโฆษณาสร้างด้วยเงินจำนวนมาก แต่ต้องย่อหนังให้คนมีความเข้าใจเนื้อเรื่องที่ต้องการจะบอกว่าอะไรในแต่ละตอนที่ทำ
ต้องมีการเตรียมสคริป ไวท์บอร์ด แล้วก็แผนของการทำหนังที่ค่อนข้างใหญ่โตโดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ต้องออกไปถ่ายทำนอกสถานที่
- ความโชคดีที่ได้รับใช้นายฝรั่ง มิสเตอร์ชิง ซึ่งเป็นช่างกล้อง จากที่เรียกได้ว่าหูไม่กระดิกในเรื่องของภาษาอังกฤษ
แต่เมื่อได้พูดทุกวันกับช่างกล้อง จึงทำให้เป็นคนที่พูด ฟัง ภาษาอังกฤษได้อย่างง่ายดาย
แต่ก็มีเรื่องที่ยากแก่ความเข้าใจในตอนนั้น ก็คือ การทำความเข้าใจในเรื่องของการจัดตัวแสดงที่จะสื่อระหว่างนายฝรั่งกับตัวแสดงประกอบ
ตอนนั้นทำทุกอย่าง ตั้งแต่เป็นเด็กรับใช้ของช่างกล้องที่เป็นฝรั่ง ต้องแบกของ สายไฟ
บิงกี้ สเลท รีเฟค ต้องยกขึ้นยกลง ทำแบบนี้ประมาณ 1 ปีเศษ ที่สำนักงานบริษัทเคอร์เอนดี
|
|
โชคชะตาสะดุด |
- หลังจากนั้นสำนักงานใหญ่ที่ประเทศอังกฤษก็สั่งขายกิจการ ปิดกิจการลง แต่ทีมงานผู้บริหารก็ได้ซื้อไว้
โดยไม่ให้ปิดแล้วก็ขอใช้ชื่อเดิมต่อไป ทางสำนักงานใหญ่ก็ยินดี แล้วก็ยอมขายกิจการให้กลุ่มคนไทย
ปรากฏว่าหลังจากขายกิจการแล้วก็ต้องลดงานและพนักงานลงครึ่งหนึ่ง ซึ่งผมก็เป็นพนักงานคนหนึ่งที่ถูกลดลง
|
|
โอกาสที่มากับความโชคร้าย |
- แต่โชคก็เข้ามาในชีวิตทันที เพราะได้มาทำงานในวันรุ่งขึ้นที่ โรงแรมนารายณ์ หลังจากสัมภาษณ์กับคุณพิเชษฐ์
เจ้าของโรงแรมเขาก็รับเข้ามาทำงานในทันที หลังจากนั้นก็ได้เรียนรู้ชีวิตของการทำงานในโรงแรม
ซึ่งตอนนั้นอยู่ในช่วงของวัย 20 ปี กำลังเรียนคณะนิติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง
- ได้ทำงานอยู่ที่โรงแรม 3 ปี ก็ได้ย้ายแผนกมาอยู่ที่รูสตรักชั่น ตำแหน่งแรกที่เป็นคือ
โอเปอร์เรเตอร์ และก็โชคดีที่ได้ย้ายไปอยู่ เอฟโปร เป็น ฟอนด์เคตท์ ในช่วงนั้นมีงานอ๊อฟไซท์ในวันเสาร์
– อาทิตย์ พาแขกไปเที่ยวที่พัทยา เพราะความคิดที่อยากจะให้บริการแขก โดยซื้อรถ CS 125Se
เพื่อพาแขกไปพัทยา
|
|
เรียนรู้จากการทำงาน |
- ในช่วงชีวิตนั้นทำให้ได้ประสบการณ์การดำรงชีวิตที่จะทำอย่างไรถึงจะอยู่ในสังคมได้ ช่วงของการทำงานอยู่ในบริษัทเครนดี้
มีเงินเดือน 1,500 บาทต่อเดือน แต่มาทำงานที่โรงแรมนารายณ์มีเงินเดือน 800 และทิป 600-800
บาทต่อเดือน เดือนหนึ่งก็ได้ประมาณ 1,500 บาท และได้ทานอาหารที่โรงแรมฟรี และได้มีโอกาสเรียนหนังสือ
เรียนรู้การใช้ชีวิตอยู่ในสังคม ที่สำคัญ คือ ได้ฝึกภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะการฟังภาษาอังกฤษจากคนพูดภาษาอังกฤษต่างสัญชาติ
|
|
ช่วงจังหวะของชีวิต |
- ถึงแม้ว่าการทำงานที่โรงแรมจะเน้นโอกาสดีของชีวิตแต่ก็พยายามหาคำตอบให้กับตัวเองว่า
อยากจะทำอะไร พยายามวิเคราะห์ตัวเอง หรือแม้กระทั่งเขียนกร๊าฟชีวิตของตัวเองว่าจะไปทางไหนดี
รู้สึกเกิดความสับสนในใจ แต่ก็ได้ทั้งความรู้และสัจธรรมเยอะแยะมากมายหลายต่อหลายอย่าง
หากมีชีวิตทำงานอยู่แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ จะมีโอกาสได้เป็นเจ้าของโรงแรมหรือไม่ จึงตัดสินใจไปหางานใหม่โดยหาจากหนังสือพิมพ์
เป็นงานที่เกี่ยวกับสายการบินดูแลด้านผู้โดยสาร เป็นบริษัทเปิดใหม่ ชื่อ บริษัท อิสเวสแอนด์เซอร์วิส
เปิดได้ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2520 แต่ได้ไปสมัครเข้าทำงานในเดือน มิถุนายน ปี 2520
ได้ทำงานอยู่ในตำแหน่ง ผู้แทนขายทางด้านผู้โดยสาร
|
|
คุณค่าของการเรียน |
- ในช่วงก่อนการทำงานได้ไปเรียนที่สมาคมการบินแห่งประเทศไทย เรียนได้ประมาณ 6 เดือน จึงทำให้เข้าใจธุรกิจ
เข้าใจวิธีการคิดค่าโดยสาร ระหว่างประเทศทั่วโลก เพราะใช้ตำราและใช้เป็นสูตรคำนวณบนระยะทางที่บิน
และก็เข้าใจกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศ เข้าใจเรื่องของระบบการขนส่ง และจำนวนเที่ยวบินการต่อสายเครื่องบิน
นี่แหละคือความโชคดีของการมีความรู้ติดตัว
|
|
ชีวิตที่กำลังก้าวเปลี่ยน |
- แต่สิ่งที่กำลังจะเปลี่ยนไปนั่นก็คือ เปลี่ยนจากชีวิตที่บริการเฉยๆ มาเป็นชีวิตการบริการจะต้องแข่งขันกับภายนอก
จึงทำให้เป็นคนตื่นตัว และตื่นเต้นในอาชีพใหม่ เพราะมั่นใจว่าอาชีพใหม่นี้จะเป็นเครื่องมือที่จะพาไปสู่เป้าหมายในชีวิตได้อย่างแน่นอน
|
|
ช่วงของการเปลี่ยนแปลง |
- การที่ได้อยู่กับ อิสเวสแอนด์เซอร์วิสตั้งแต่ปี 2520 – 2527 มีช่วงเปลี่ยนปลงที่สำคัญที่สุด
คือ ปี 2523 มีผู้บริหารได้ขายหุ้นหรือมีการปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นภายใน ในช่วงนั้นตั้งใจไปอยู่อเมริกาเพื่อเรียนต่อและไปหาประสบการณ์
แต่ไปได้ไม่นานผู้จัดการฝ่ายขายซึ่งเป็นหุ้นส่วนของบริษัทได้ขอร้องให้กลับมา เพราะด้วยเหตุที่มีการปรับโครงสร้างภายใน
และได้เสนอให้ซื้อหุ้นของคนที่ออกไป ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนจากลูกจ้างมาเป็นผู้ร่วมหุ้นได้เงินมาจากการตั้งแชร์
15 มือ แล้วก็เอาเงินทุนไปร่วมถือหุ้น ประมาณ 2 แสนกว่าบาท ตำแหน่งเปลี่ยนเป็นผู้จัดการฝ่ายขายถือหุ้นประมาณ
10 % ของบริษัท มีจำนวนผู้ถือหุ้นในปี 2523 ประมาณ 7 คน ตอนนั้นได้มีความรู้สึกว่าอนาคตที่กำลังจะพัฒนาและกำลังจะมีรากฐานใหม่ๆ
|
|
เส้นทางชีวิตใหม่ |
- สิ่งที่เกิดในหน้าที่ของตัวเองในชีวิตประจำวันขณะนั้นคือ เปลี่ยนจากพนักงานที่ได้ผลตอบแทนที่เป็นสถิติมาเป็นพนักงานที่ไม่มีสถิติ
รายได้ลดลงแต่ก็ได้ชดเชยในเรื่องปันผล จากการลงทุนวิธีคิดเริ่มเปลี่ยนไป การบริหารงานกับเพื่อนร่วมงานที่เป็นพนักงานแล้วก็มาเป็นหุ้นส่วนแต่การอยู่ร่วมกันไม่เปลี่ยน
ก็ยังคงนับถือกันเหมือนเดิม แต่ความรับผิดชอบในหน้าที่กับการนำเสนองานต่าง ๆ เปลี่ยนไป
มีความรู้สึกเป็นเจ้าของด้วย และมีความรู้สึกว่าอนาคตที่กำลังพัฒนาอยู่นั้นจะเป็นรากฐานใหม่
|
|
วิถีชีวิตของผู้ถือหุ้น |
- การดำรงชีวิตไม่เปลี่ยน การทำงานหนักขึ้น มีความรับผิดชอบมากขึ้น มีการทำธุรกิจมากขึ้น
ที่สำคัญคือการเรียนรู้เรื่องการพัฒนาความสามารถในการทำงาน พูดง่าย ๆคือ จากการเป็นเจ้าของธุรกิจเป็นผู้ถือหุ้นด้วย
ทำให้เกิดความมุ่งมั่นมากกว่าเดิม ความรับผิดชอบมากกว่าเดิม มีการวางแผนมากขึ้นกว่าเดิม
มีการขนขวายหาความรู้ที่ตรงกับสายอาชีพการทำงานในด้านการบริหาร
|
|
เริ่มต้นใหม่…อีกครั้ง |
- หลังจาก ปี 2527 ก็มีความคิดที่จะตั้งบริษัทใหม่ เริ่มต้นมาจากวิธีคิดที่ไม่ตรงกันในเรื่องของการพัฒนาบุคลากรในบริษัท
ก็เลยตัดสินใจลาออก ไปจัดตั้งบริษัทใหม่ สินทรัพย์ที่มีอยู่ในบริษัททั้งหมดก็ได้ขายไปในตอนนั้น
- บริษัทใหม่ชื่อ เอ็กซ์เซลล์ทรานสปอร์ทอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์
2528 ช่วงแรกของบริษัทมีพนักงานอยู่เพียง 3 คน ซึ่งประกอบไปด้วย ตนเอง ภรรยาและลูกน้องอีก
1 คน เท่านั้น ในช่วงแรกของบริษัทนับว่าลำบากมาก ต้องมีการคิดพัฒนาธุรกิจอยู่ตลอดเวลา
ในช่วงปีแรกใช้เวลา ประมาณ10 เดือน ก็ตั้งเป้าหมายว่า บริษัทเล็กๆนี้ จะทำให้เป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในเรื่องของการขนส่งทางอากาศ
แล้วความโชคดีของบริษัทก็มีมา คือ ได้ติด กลุ่ม TOP 10
|
|
ช่วงปีแรกของการพัฒนาธุรกิจ |
- การทำงานในช่วงปีแรก ได้ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย คือคอมพิวเตอร์ เพราะต้องการใช้คนให้น้อย
แต่ในขณะเดียวกันตนเองก็ทำงานได้เองหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเอกสาร บัญชีการเงิน ทำงานเองเกือบทุกอย่าง
ตั้งแต่ขับรถบรรทุกรับส่งสินค้า ไปสนามบิน ขายสินค้าเพื่อการส่งออกและเน้นไปที่ยอดขาย
ประมาณ 50 เท่า ของปีแรก นี่คือยอดบิลลิ่ง พนักงานในช่วงนั้นมีประมาณ 10 กว่าคน
|
|
23 ปีกับการขยายตัวของธุรกิจ |
- ผ่านมา 23 ปี ที่แตกออกไป มีธุรกิจที่เพิ่มขึ้น โดยขยายตัวทำธุรกิจคลังสินค้า กระจายสินค้า
ที่ปรึกษาด้าน Logistic และสร้างเครือข่ายในต่างประเทศ ในประเทศไทยมีออฟฟิศ 4 แห่ง
คือ 1. สนามบินสุวรรณภูมิ 2. ปิ่นเกล้า 3. อาคารเด่นชาติ 4. แวร์เฮ้า
- แต่ปัจจุบันมีพนักงาน 180 คน Out Source ประมาณ 20 คน
|
|
ปรัชญาในการทำงาน |
- เมื่อตั้งบริษัท Excel ในปี 2528 และได้ลองมองย้อนกลับไปในอดีต อดีตเป็นส่วนช่วยได้มาก
สอนได้มาก สิ่งที่ให้เป็นกำลังใจตัวเองและสอนตัวเองเสมอ รวมทั้งนำไปใช้เป็นแนวคิดกับผู้อื่น
คือ ไม่มีอะไรที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ จะต่างก็อยู่ที่ วาระ และ เวลา บางปัญหาก็เหมือนเป็นปรัชญาประจำตัว
บางปัญหาต้องแก้ไขโดยทันที แต่บางปัญหาก็ต้องใช้เวลาในการแก้ไข หรือจะต้องมีทีมงานมาช่วยแก้ไข
แต่จะไม่มีปัญหาอะไรที่แก้ไม่ได้ และจะย้ำเสมอว่า.......
- ปัญหาชีวิต คือ ปัญหาในครอบครัว
- ปัญหาของงาน คือ ปัญหาของบริษัท
- ปัญหาของสังคม คือ ปัญหาที่จะต้องพัฒนาชีวิต
- เพราะฉะนั้นไม่ควรเอาปัญหาของชีวิตมาเกี่ยวข้องกับงาน แล้วปัญหาของงานก็จะไม่เกี่ยวข้องกับปัญหาชีวิต
คือต้องให้ความสำคัญได้ทั้งครอบครัว และครอบครัวของพนักงานไปพร้อมๆกัน
|
|
แนวทางพัฒนาธุรกิจ |
- ให้พนักงานคิดว่า บริษัทคือแหล่งธุรกิจของครอบครัว หากต้องการจะให้กิจการเจริญก้าวหน้าพัฒนาต่อไป
ทางบริษัทจะเน้นไปในเรื่องของการรับพนักงานใหม่ที่เป็นลูกหลานของพนักงานเดิม และจะต้องดูในเรื่องของประวัติว่าเป็นเช่นไร
เพื่อให้เกิดความมั่นใจที่จะสอน ต่อๆไป
|
|
แนวคิดใหม่ของการบริหารธุรกิจ |
- ธุรกิจบริการของการขนส่ง กระบวนการที่สำคัญที่สุดเป็นกระบวนการทางด้านอิเล็กทรอนิกส์ทรานสปอร์ท
เป็นสิ่งที่เกิดผลในการพัฒนาเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็วส่งผลทำให้อำนาจต่างๆ ที่อยู่ขั้นระหว่างานที่เรียกว่า
Manual งานปฏิบัติที่ถูกปรับเปลี่ยนไปเป็นงานออโตเมชั่น ทั้งเป็นงานอิเล็กทรอนิกส์
เน็ทเวิร์ค เป็นสิ่งที่มุ่งมั่นแล้วก็พยายามจัดระเบียบให้ประสบความสำเร็จ อยากให้บริษัทเป็นทางเลือกใหม่ของลูกค้า
ของบริษัทที่จะเชื่อมโยงคู่ค้าของลูกค้า บริษัทเข้าสู่กระบวนการจัดการอิเล็กทรอนิกส์ทำให้ลูกค้ามีประสิทธิภาพ
ทำให้ลูกค้ามีความทันสมัย ฉะนั้นลูกค้าก็มีผลผลิตที่ดี บริษัทก็ได้งานที่ดีด้วย
- ซึ่งนอกจากนี้จะเน้นในเรื่องของการเป็นส่วนหนึ่งที่เน้นความสำเร็จขอลูกค้าไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกายภาพ
เรื่องของอิเล็กทรอนิกส์ ทางบริษัทจะเป็นส่วนหนึ่งที่ไปร่วมพัฒนาหรือเป็นส่วนหนึ่งที่มุ่งมั่นช่วยพัฒนาเพื่อให้ลูกค้าประสบความสำเร็จก็จะมียอดขายมากขึ้น
ทางบริษัทก็จะรู้จักลูกค้ามากขึ้นเช่นกัน ทำให้ลดความเสี่ยงในทุกด้าน
|
|
กลไกสำคัญในการขับเคลื่อนความสำเร็จ |
- บริษัทจะพยายามพัฒนาภายในองค์กรให้คนไทยแต่ละคนเป็นพนักงานมีศักยภาพเพื่อรับรองเครือข่ายของต่างชาติ
เป็นการสร้างมาตรฐานในระดับสากล ที่เป็นแบบฟอร์มเดียวกันในต่างประเทศ มีความเป็นสากล
แล้วก็ต้องมีความรู้พื้นฐานทางด้านการเงิน การบัญชี และกำลังใจของครอบครัวจากเพื่อนร่วมงาน
และความอบอุ่นความรักต่างๆ ที่ได้รับจากลูกค้า
|
|
สไตล์การบริหารงาน |
- เน้นเรื่องของการเป็นธุรกิจที่บริหารโดยแนวคิดของความรวดเร็วโดยยกระดับมาเป็นมาตรฐานสากล
แต่ว่าการปกครองเป็นระบบพี่น้อง ผมย้ำกับพนักงานเสมอ ว่าปัญหาของงานไม่ใช่ปัญหาครอบครัว
สิ่งหนึ่งที่บอกพนักงานเสมอว่า บริษัทเจริญได้นั้นบริษัทต้องมีแผนระยะยาวตลอด ต้องมีความชัดเจนของกิจการ
เช่นว่าต้องรู้อนาคตว่าจะเปิดสาขาที่ไหนบ้าง ถ้าเปิดไม่ทันตามที่กำหนด เราก็ยังคงต้องทำแผนเปิดสาขาต่อไป
เพราะว่าพนักงานที่อยู่กับเรามานาน ๆ เขาจะต้องเป็นส่วนหนึ่งของกิจการ เขาจะต้องเพิ่มรายได้
เขาจะต้องเพิ่มคุณภาพชิวิต เพราะฉะนั้นถ้าเกิดมีพนักงานทำงานที่นี่ก็คือเขาจะรู้ด้วยว่านอกจากเป็นลูกจ้างแล้ว
อนาคตเขาอาจจะเป็นหุ้นส่วนธุรกิจได้ด้วย
|
|
กลยุทธ์การตลาดของ Excel
|
- จะไม่เน้นเรื่องขาย แต่เราเน้นเรื่องของคุณภาพ (Quality) การจัดการที่มีคุณภาพ การจัดการที่มีความทันสมัย
และมีความถูกต้อง มีความรวดเร็วทำให้ลูกค้าได้ประโยชน์จากระบบการทำงานของเราพูดง่าย
ๆ ก็คือ ความสามารถของลูกค้าที่ดี คอยช่วยเหลือลูกค้าด้วย แต่ไม่เน้นเรื่องราคา แล้วก็ช่องทางการจำหน่ายของเรา
เน้นในเรื่องการขายตรง และผู้บริหารจนถึงพนักงานขับรถทุกคนเป็นเซลล์หมด
|
|
กลยุทธ์การดำเนินงาน (Operation) |
- การจัดการเป็นคุณภาพที่สำคัญในการสร้างระบบมาตรฐานเพื่อจะเป็นแบบฟอร์มให้พนักงานทุกระดับสามารถทำงานอยู่บนเงื่อนไขคุณภาพเดียวกัน
และทำให้การพัฒนาอยู่ในระดับที่น่าพอใจ โดยเฉพาะเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทั้งต่างประเทศและในประเทศเกี่ยวกับการบริการ
จัดสร้างอิเล็กทรอนิกส์ เน้นการพัฒนาเพราะเราปรับตัวได้เร็ว ทางด้านโอเปอร์เรชั่นเราจะเชื่อมโยงอยู่กับสายการบิน
สาระสำคัญของเราคือเรื่องของการสร้างพันธมิตรที่เข้มแข็งระหว่างทีมงานของเรา กุญแจที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ
คุณต้องเข้าใจว่าคนจะทำงานร่วมกับกลุ่มพันธมิตรอย่างไร จึงจะทำให้มีมีคุณภาพ สิ่งนี้ทำให้เราสามารถทำงานได้เหนือคนอื่น
|
|
กลยุทธ์การพัฒนาบุคลกร |
- เน้นในเรื่องของการพัฒนาคน การพัฒนาคุณภาพและการวัดผลทางด้านพัฒนาคุณภาพถือเป็นการพัฒนาบุคลากรหลักอยู่แล้ว
ที่สำคัญกว่านั้น ก็คือการบอกให้เขารู้ว่าอนาคตของเขาอยู่ร่วมกับเรา
|
|
อดีต ผู้อำนวยการของ ร.ส.พ. |
- ครั้งหนึ่งได้มีโอกาสไปรับใช้ประเทศชาติและได้มีโอกาสเรียนรู้ระบบรัฐกิจของประเทศไทยแล้วทำให้เข้าใจถึง
ปัญหาในโครงสร้างระบบของรัฐ ประเทศไทยจะทำอย่างไรถึงจะแก้ไขปัญหาความเฉื่อยในระบบรัฐทั้งที่มีคนมีความรู้มากมาย
แต่ว่าเคลื่อนตัวได้อย่างไม่เป็นระบบที่ดีนัก เกี่ยวกับเรื่องโครงสร้าง ระเบียบข้อบังคับในระบบราชการ
วิธีคิดของรัฐจะเน้นในเรื่องของ Supplu Side ที่มากกว่าทางด้าน Demand Side
- เมื่อได้เข้าไปเป็น ผู้อำนวยการของ ร.ส.พ.เมื่อ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2536 ขณะนั้นอายุ
38 ปี เป็นผู้อำนวยการที่อายุน้อยที่สุด ทำได้ประมาณ 3 ปี วันแรกที่เข้าไปดำรงตำแหน่ง
เป็นวันครบรอบองค์การ ผมได้เข้าไปไหว้ศาลพระภูมิแล้วก็ไปพบพนักงานในวันเดียวกันสิ่งที่ประทับใจผมมากคือพนักงานในองค์การมีอายุมาก
ๆ ทั้งนั้นเลย พนักงานมี 4,654 คน มีสาขาอยู่ต่างจังหวัด 76 แห่ง สำนักงานในส่วนกลางมี
10 แห่ง สำนักงานใหญ่อยู่ที่ถนนศรีอยุธยา มีคนบอกว่าอายุแค่นี้จะมาดูแลได้หรือ เมื่อขึ้นไปเซ็นรับมอบงาน
ท่านรัฐมนตรีเป็นคนมอบงานให้ในช่วงแรก ๆ ผมขอดูประชุมบอร์ดก่อน จากการศึกษารายงานการประชุมและการเงินการบัญชี
ในช่วงสองและสามปีที่ผ่านมา เห็นได้ชัดเจนเลยว่ารัฐวิสาหกิจมีวิธีการบริหารตามที่ผู้อำนวยการเสนอบอร์ด
จะไม่ได้ตัดสินใจ บอร์ดมักคัดค้านเรื่องของการลงทุนและการเพิ่มต้นทุน เพิ่มความเสี่ยง
- ในขณะที่ปี 2536-2546 เศรษฐกิจขยายตัว ขาดทุนมาโดยตลอดระหว่าง 2530-2536 เป็นช่วงที่เศรษฐกิจส่งเสริมการลงทุนระหว่างประเทศ
ในระยะเวลา12 ปีที่ผ่านมาจากที่ผมดูตัวเลขก่อนปี 2536 ดัชนีตัวเลขโตขึ้นตลอด 12 ปี
แต่ราคาไม่ขึ้น เป็นผลมาจากนักการเมืองเอาใจประชาชน และผู้บริหารในองค์กรไม่สามารถนำเสนอแผนธุรกิจและแก้ไขปัญหาของตัวเองได้
แต่หลังจากที่ผมได้เข้าไปแล้วก็มาปรับโครงสร้างใหม่ กำหนดอัตราใหม่ ในช่วงเวลาหนึ่งปีครึ่งก็สามารถเปลี่ยนองค์การจากขาดทุนเป็นกำไรได้
ใส่โปรดักส์ใหม่ ๆ สร้างโปรดักส์ 4-5 แบรนด์ในบริษัทใหญ่ ๆ แล้วปรับยอดขายเป็น 30 –
40 %
|
|
ความสำคัญของการเรียนรู้ |
- ประสบการณ์ที่ได้จากการทำงานครั้งแรกทำให้ได้เรียนรู้หลายเรื่อง แต่มีช่วงหนึ่งที่ได้เรียนรู้จากสังคม
จากประชาชนว่าคิดอย่างไรกับคนจบปริญญาตรี ก็ได้ไปเรียนที่ มหาวิทยาลัยเกริก จบปริญญาตรี
สาขาการจัดการทั่วไป หลังจากนั้น ก็เรียนต่อโท เพราะการดำรงชีวิตต้องมีความรู้เพราะเราไม่ได้อยู่คนเดียว
เราอยู่กับคนทั้งโลก การค้ารูปแบบเทคโนโลยี ทำให้การค้าเราเปลี่ยนไป ต้องใช้กลยุทธ์
สิ่งที่ขาดไม่ได้คือการเรียนรู้ การหาความรู้เพิ่มเติม และผมก็ได้จบปริญญาโทที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
อีกแห่งหนึ่ง
|
|
ปัจจัยที่ทำให้การบริหาร ร.ส.พ. สำเร็จ |
- ศึกษาและเข้าใจปัญหา ดำเนินการจัดการขององค์กรโดยต้องมีศิลปะ เพราะเป็นการบริหารคนหมู่มาก
การทำงานคือการเรียนรู้และต้องมีปรับตัวเข้าสู่สภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมองค์กรนั้นๆ แล้วก็มีการปฏิรูปการจัดการเพื่อสร้างวัฒนธรรมใหม่ๆ
ในองค์กร
|
|
การรับใช้สังคม |
- ผมได้มีโอกาสสอนหนังสือในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระดับ ปริญญาตรี ตั้งแต่ปี 2533-2536
และเป็นผู้อำนวยการ ร.ส.พ.ปี 2536 หลังจากนั้นก็สอนหนังสือจนถึงปัจจุบัน โดยเป็นอาจารย์พิเศษสอนในระดับปริญญาโท
ภาคภาษาอังกฤษและไทย ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเป็นกรรมการวิชาการของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ภาควิชาพาณิชย์และการบัญชี
|
|
ลูกน้องคิดว่าเป็นคนอย่างไร |
- มีความเชื่อมั่น ผู้บริหาร แต่อย่างไรก็ตามลูกน้องต้องมีความมุ่งมั่นที่จะนำพาบริษัทไปสู่เป้าหมาย
พวกเขารักบริษัท ตลอดระยะเวลา 25 ปี ไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร
|
|
ซัพพลายเออร์คิดว่าเป็นคนอย่างไร |
- รักนะ....เพราะผมเสมอต้นเสมอปลายกับทุกคน และมีความสบายใจที่ได้ทำงานด้วยกัน เพราะแผนธุรกิจไม่เคยทอดทิ้งกัน
จะมีข้อตกลงในแผนธุรกิจร่วมกัน
|
|
ความรู้สึกของลูกค้า |
- หัวใจสำคัญคือเสมอต้นเสมอปลาย เป็นคนทันสมัย มีการพัฒนาตลอดเวลา มีแนวทางใหม่ๆ ตลอดเวลา
ไม่ยึดติดอยู่กับที่
|
|
ความรู้สึกของคนในครอบครัว |
- ถึงแม้จะมีเวลาน้อยแต่ทุกคนรักผมเพราะ 1. เป็นคนเสมอต้นเสมอปลาย 2 . เป็นพ่อบ้านที่ทำกับข้าวทุกอาทิตย์
โดยสรุปแล้วมีลักษณะ 1. เป็นคนใจกว้าง (Open Minded) 2. ยืดหยุ่นไม่ยึดติด 3. เสมอต้นเสมอปลาย
มีความเป็นตัวของตัวเอง ต้องนึกถึงบุญคุณต่าง ๆ ของคนที่ช่วยเหลือเรามา ต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม
ช่วยเหลือสังคม
|
|
ถ้าเป็นที่ปรึกษาให้กับรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ |
- ถ้าเป็นที่ปรึกษาให้กับกระทรวงศึกษาฯ จะให้คำปรึกษาท่านรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาฯโดยจะสร้างครูที่เก่ง
ๆ เพื่อมาสร้างนักเรียนให้นักเรียนมีพื้นฐานที่ก้าวไปสู่วิทยาศาสตร์ให้มากขึ้น ถ้าเป็นที่ปรึกษาให้กับอธิการบดีมหาวิทยาลัย
จะเน้นที่จ้างทีมงานอาจารย์ที่มีระดับเพื่อสร้างและพัฒนามหาวิทยาลัยให้ดีมีคุณภาพ
|
|
เศรษฐกิจปัจจุบัน |
- โครงสร้างของประเทศและภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตร รายจ่ายประชาชาติ หรือรายได้ประชาชาติ
มันสมดุลกันอยู่ในเชิงที่ประเทศจะไม่เข้าภาวะข้าวยากหมากแพง หรือยากลำบาก แต่เราจะอยู่ในภาวะที่พัฒนาตนเองได้แต่.......ช้า
เนื่องจากว่าประเทศเราเน้นทางด้านวิทยาศาสตร์น้อยและการทำธุรกิจภาควิชาวิทยาศาสตร์เป็นรายจ่ายหลักของประเทศ
สิ่งสำคัญในการทำงานคือ ความอดทน รักทีมงาน เชื่อมั่นในทีมงานของเรา
|
|
ข้อเสนอแนะสำหรับ SME |
- ธุรกิจขนาดย่อม ปัญหาใหญ่ก็คือการทำแผนธุรกิจ ต้องคำนึงถึง Demand Side เป็นตัวตั้งและการทำแผน
ถ้าไม่มี Demand Side เป็นตัวตั้ง แผนจะขาดคุณภาพ จะนิ่ง ความชัดเจนในเรื่องของการจัดการต้นทุนและวัตถุดิบ
ถ้าใช้คำว่าน่าจะ จะทำให้เติบโตได้ช้ากว่าการให้ Demand Side เป็นตัวตั้ง ต้องมองลูกค้า
และความต้องการทางการตลาด
|
 |
 |
 |
 |
 |