Skip Navigation Links
@ HOME
@ JOBS
@ EDUCATION
@ BUSINESS
@ REAL ESTATE
@ POCKET BOOK Expand @ POCKET BOOK
@ ABOUT US
Skip Navigation Links
:: INTERVIEW ::
:: BIOGRAPHY ::


HyperLink
   
วิถีสู่ความสำเร็จของนักธุรกิจ SME
INTERVIEW
คุณไพศาล เปรื่องวิริยะ
Chairman & C.E.O
บริษัท แฟมิลี่ จำกัด
“ ไม่ขายสินค้า แต่ขายคำมั่นสัญญา และสิ่งที่ได้มา คือความเจริญก้าวหน้าและความมั่นคงของธุรกิจ.........? ”
จะทำธุรกิจ หรือ จะบริหารธุรกิจดี......? :
          สิ่งที่ขาดไปในกลุ่มเจ้าของกิจการใหม่ๆ ก็คือการเจียระไนความคิดทางธุรกิจ ปัจจุบันเจ้าของกิจการมักจะใช้เวลาส่วนใหญ่หมกมุ่นกับการทำธุรกิจไปวันๆ โดยไม่ได้ใช้เวลาในการแสวงหาความรู้ใหม่ การสร้างสรรค์แนวทางใหม่ในการพัฒนาธุรกิจของตนเอง จุดนี้ต่างหากที่ผู้ประกอบการที่ดีควรจะทำ
          คนส่วนใหญ่มักจะสับสนกับคำว่าทำธุรกิจและบริหารธุรกิจ
  • คนทำธุรกิจ .... คือ คนที่ตื่นขึ้นมาก็ทุ่มเททั้งเวลาทั้งสมองและทรัพยากรทั้งหมด เพื่อที่จะขายสินค้าให้ได้มากที่สุด ขายให้ถูก และยังต้องการกำไรเยอะ นี่คือแนวคิดของคนที่คิดแค่ทำธุรกิจ ถ้าต้องการขายเยอะขายถูกและยังต้องการกำไรเยอะ ก็ต้องไปลดต้นทุนในชิ้นส่วนและวัตถุดิบด้วยการเปลี่ยนSpec ซึ่งผลที่ตามมาจะส่งผลให้สินค้ามีคุณภาพที่ต่ำ การบริการก็จะแย่ลง สุดท้ายจะกลายเป็นต้นทุนแฝงและขาดทุนไปในที่สุด นี่คือโลกของคนคิดแค่ทำธุรกิจ แต่ในโลกของคนคิดบริหารธุรกิจ แตกต่างจากคนทำธุรกิจอย่างเห็นได้ชัด คือ...
  • คนบริหารธุรกิจ จะมุ่งค้นหาแนวคิดใหม่ๆ แนวทางใหม่ๆ ทฤษฎีใหม่ๆ และนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อค้นหาสิ่งใหม่ๆ ที่เป็นแง่มุมใหม่ๆ และมุมมองใหม่ๆ เพื่อสร้างเป็นแรงบันดาลใจในการบริหารธุรกิจ เพื่อสร้างเป็นความสำเร็จที่ยั่งยืน ผู้บริหารธุรกิจต้องใจกว้าง กล้าได้กล้าเสีย กล้าเปลี่ยนแปลง ยอมรับความจริง กล้าตัดสินใจ กล้ารับผิดชอบ ต้องคิดนอกกรอบ ตัวอย่างเช่น ดร.กุลเธอร์ ฟาวติน ชาวเยอรมัน เขาทำธุรกิจใบชา คนอื่นเขาทำใบชาเป็นร้อยๆ ชนิด และยังแพ็คเป็นหลายๆ ขนาด ยังต้องลงทุน Outlet อีกเป็นร้อย แค่นั้นยังไม่พอยังต้องมีขนาดซองไว้ให้ชงชิมอีก ดร.กุลเธอร์ ฟาวติน เขาคิดนอกกรอบ เขาทำใบชาแค่อย่างเดียว เป็นชาดาร์จิรี่ ชาที่คนนิยมดื่มมากที่สุดในโลก แพ็คขนาดเดียวคือหนึ่งกิโลกรัม ไม่ต้องลงทุนร้าน ขายส่งทางไปรษณีย์ ขายเงินสด ไม่ต้องกู้เงินแบงค์ มีพนักงาน15 คน ทำยอดขายได้ 320 ล้านต่อปี
พกพา...กลยุทธ์ในการทำธุรกิจ
  • กลยุทธ์การตลาดแฟมิลี่คืออะไร
  • กลยุทธ์การตลาดแฟมิลี่คือ ต้องอย่าขายเป็นสินค้า ต้องขายวิธีแก้ปัญหาและประโยชน์การใช้งาน ขายแบรนด์ ขายคุณภาพและบริการ การตลาดต่อไปนี้ต้องไม่มองแค่Segmentation Target group และ Positioning ต้องสร้างความแตกต่างด้วยนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ ไม่สร้างความแตกต่างด้วยราคาที่ถูกกว่า ไม่ตั้งราคาต่ำจนไม่ได้กำไร ไม่ตั้งราคาสูงจนผู้ซื้อตัดสินใจลำบาก ต้องหาตลาดใหม่ ความต้องการใหม่ กำลังซื้อใหม่ๆ เป็นกลุ่มไลฟ์สไตล์ การศึกษาและสถานะสังคม เป็นกลุ่มกำลังซื้อสูงแต่ไม่ต้องมีรายได้สูง เป็นกลุ่มกล้าใช้เงินแต่ไม่ต้องมีเงินเยอะ กล้าใช้ชีวิต สินค้ามีความเท่ ทันสมัยถ้าโดนซื้อเลย
กลยุทธ์ความยั่งยืน
  • ผู้ที่เป็นผู้ประกอบไม่เพียงแต่ต้องรับรู้โอกาสเท่านั้น เรายังมีหน้าที่ต้องสร้างองค์กรขึ้นมา เพื่อไขว่คว้าโอกาสนั้นด้วย คำว่าผู้ประกอบการ ถ้าจะให้สมบูรณ์จะต้องเพิ่มคำว่า ความเสี่ยงเข้าไปด้วย เพราะในโลกของการทำธุรกิจนั้นจะมีทั้งกำไรและขาดทุนเป็นของคู่กัน สิ่งที่ผู้ประกอบการจะต้องเสี่ยงก็คือ เวลา เงินออม และเงินลงทุน ที่ลงทุนไปพร้อมกับความเชื่อและชื่อเสียงที่สั่งสมไว้
  • เป็นเรื่องที่แปลกที่ในบางครั้งความสำเร็จกลับกลายเป็นศัตรูตัวร้ายของผู้ประกอบการ ทำให้เกิดการสูญเสียจิตวิญญาณของความเป็นผู้ประกอบการที่ดี สูญเสียความสามารถในการสร้างนวัตกรรม ทั้งการตลาด การบริหารจัดการและการปรับปรุงผลิตภัณฑ์ เพราะคิดแต่จะขายเยอะขายถูกและต้องการกำไรเยอะ
  • เป้าหมายธุรกิจส่วนใหญ่ต้องการเติบโต ต้องการรายได้ที่เพิ่มขึ้น ส่วนแบ่งตลาดที่ใหญ่ขึ้นและความสามารถในการทำกำไรที่มากขึ้น แต่ส่วนใหญ่ก็จะลืมกลยุทธ์ความยั่งยืน ลืมภาพลักษณ์และเอกลักษณ์ที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จในการขยายขนาดของตลาดและธุรกิจอย่างยั่งยืน
  • กลยุทธ์ความยั่งยืน คือ กลยุทธ์ที่สามารถสร้างความแตกต่างให้กับธุรกิจ จนทำให้เกิดความได้เปรียบในการแข่งขัน มีการเติบโตของรายได้อย่างแข็งแกร่งต่อเนื่อง แต่ต่อไปนี้ความยั่งยืนของธุรกิจและไลน์ผลิตภัณฑ์ จะอยู่ไม่นานเหมือนก่อน เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายและเทคโนโลยีที่รวดเร็ว เทคโนโลยีและกระบวนการผลิตที่ทันสมัยและนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น ทำให้ต้นทุนต่ำและคุณภาพดีขึ้น สินค้าใหม่และตลาดใหม่เกิดขึ้นตลอดเวลา ทำให้มีกำไรและขยายธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกันคู่แข่งก็มีมากขึ้นด้วยเช่นกัน
  • ถามว่ากลยุทธ์ความยั่งยืนของแฟมิลี่ คืออะไร
  • กลยุทธ์ความยั่งยืนของแฟมิลี่ก็คือ ทำสินค้าให้น้อยตัว ไม่ทำธุรกิจตามกระแสและธุรกิจที่ไม่ถนัด ขายคุณค่าขายแบรนด์และนวัตกรรม
  • การทำสินค้าให้น้อยตัวจะทำให้สต็อกและเงินทุนจมน้อย ต้นทุนดอกเบี้ยต่ำ สินค้าเสียน้อยเพราะบริหารและควบคุมได้ทั่วถึง สินค้าไม่ตกรุ่นไม่ล้าสมัย ไม่เป็นภาระ ทำให้มีกำไร
  • ไม่ทำธุรกิจตามกระแสและไม่ถนัด คนไทยใจไม่ถึงชอบทำตามๆ กัน ตลาดไม่ใช่ของจริงสุดท้ายก็ต้องเจ๊งไปไนที่สุดเหมือนกับวิกฤต ปี 40 ที่ผ่านมา
แบรนด์สำคัญขนาดไหน
  • แบรนด์คือองค์ประกอบที่สำคัญที่จะทำให้กลยุทธ์ทางการตลาดและธุรกิจแข่งขันได้อย่างยั่งยืน แบรนด์ไม่ใช่แค่ตราสินค้า แบรนด์ขายคุณค่าและภาพลักษณ์ ส่วนสินค้าขายต้นทุนการผลิต สินค้าถูกสร้างขึ้นจากโรงงาน แต่แบรนด์ถูกสร้างขึ้นจากใจ ใครๆก็สามารถสร้างสินค้าได้ แต่มีเพียงไม่กี่คนที่สร้างแบรนด์ได้ แบรนด์คือตัวเชื่อมธุรกิจให้กับทุกสิ่งทุกอย่างขององค์กร ทั้งคู่ค้า ลูกค้าและผู้บริโภค ผู้ถือหุ้น พนักงาน แหล่งเงินทุน สิ่งสาธารณะต่างๆ และสังคม
  • สินค้าที่มีโฆษณายังไม่ใช่แบรนด์ การโฆษณาจะบอกแต่ Attribute กับ Benefit ก็คือคุณลักษณะและคุณประโยชน์และข้อความทางโฆษณาเท่านั้น แต่ถ้าเป็นแบรนด์จะต้องมี Value และ Personality แบรนด์ต้องเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและมีบุคลิกที่อยู่ในใจของผู้ซื้อได้อย่างยั่งยืนตลอดไป สินค้าหลายๆยี่ห้อ ที่มีโฆษณา เราจำยี่ห้อได้ แต่เราไม่รู้สึกได้ถึงคุณค่าและบุคลิก สุดท้ายผู้บริโภคก็จะลืมไปในที่สุด
  • ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า แบรนด์ไม่ได้แข็งแกร่งเพราะทุ่มโฆษณา แบรนด์ไม่ได้ถูกสร้างขึ้น เพราะในโฆษณาประชาสัมพันธ์อย่างเดียว แต่แบรนด์จะอยู่ได้เพราะสมรรถนะของตัวแบรนด์เอง หมายความว่า เราต้องรักษาคำมั่นสัญญาที่ได้ประกาศออกไป ทำในสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการ ไม่ใช่ทำในสิ่งที่เราอยากทำ
  • ในวันนี้แฟมิลี่เราไม่ได้ขายแค่สินค้า เราขายทั้งองค์กร ขายวิสัยทัศน์ ขายวัฒนธรรมองค์กร ขายภาพลักษณ์และแบรนด์ การรักษาคำมั่นสัญญาและการบริการ ขายความรับผิดชอบ
ยึดมั่นปรัชญาธุรกิจ.... ทำให้อยู่นาน
แฟมิลี่มีปรัชญาในการทำธุรกิจที่ว่า บริษัทต้องมั่นคง พนักงานมีความสุข ลูกค้าต้องได้ประโยชน์ สังคมต้องอยู่ได้
  • ในการทำธุรกิจในวันนี้ ถ้าเราคิดแค่ว่าบริษัทต้องมั่นคง เราก็จะทำแต่สิ่งดีๆ เพื่อผู้ซื้อและผู้บริโภค ซึ่งจะทำให้เกิดความน่าเชื่อถือ ซึ่งจะทำให้เรามีเพื่อนและพวกเป็นจำนวนมาก เวลาเกิดวิกฤตเราก็อยู่ได้ เราไม่ได้แข่งกับคู่แข่งทางการค้า โดยเฉพาะสินค้าจากจีน คู่แข่งที่แท้จริงของเราก็คือผู้ซื้อและผู้บริโภคต่างหาก เราจึงต้องทำแต่สิ่งที่ดีๆ ที่เป็นประโยชน์ เพราะเรารู้ดีว่าคู่แข่งที่แท้จริงของเราก็คือผู้ซื้อและผู้บริโภคนั่นเอง
  • บริษัทมั่นคง พนักงานมีความสุข พนักงานมีความสุขจะทำให้ประสิทธิภาพเพิ่ม 30% - 50% บางหน่วยงานเพิ่มได้เป็น 100% ลูกค้าได้ประโยชน์ก็จะบอกต่อและหันมาซื้อซ้ำ
  • สุดท้ายสังคมต้องอยู่ได้ สังคมคือกลุ่มคนทั้งประเทศ เป็นทั้งผู้ซื้อและผู้บริโภค เป็นทั้งผู้ให้และผู้รับ เป็นผู้ที่อุ้มชูบริษัท จึงเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องดูแล ด้วยการทำแต่สิ่งดีๆ ที่เป็นประโยชน์ เพื่อผู้ซื้อและผู้บริโภค เราจะไม่ยอมทำสินค้าที่คุณภาพต่ำเพื่อให้บริษัทมีกำไรเยอะอย่างเด็ดขาด เราต้องลดต้นทุนด้วยนวัตกรรมที่เป็นเรื่องของการบริหารจัดการที่ดี มีความซื่อตรงและจริงใจต่อลูกค้า ไม่เอารัดเอาเปรียบ เราจะไม่เอาตัวรอดด้วยการไปทำร้ายผู้ซื้อและสังคมอย่างเด็ดขาด เพราะถ้าขืนไปทำอย่างนั้น สุดท้ายเราก็จะอยู่ไม่ได้
หนทางสู่เส้นชัยที่ยาวนาน
          ประสบการณ์ในการทำธุรกิจของผม 34 ปีที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญอยู่สองช่วง
  • ช่วงหนึ่ง ในปี 2528 ได้ตัดสินใจยุบธุรกิจขายส่งอุปกรณ์ไฟฟ้า และโรงงานสายไฟที่ทำมาตั้งแต่ปี 2516 และหันมาสร้างแบรนด์แฟมิลี่ในปี 2529 การตัดสินใจในครั้งนั้นเป็นเรื่องของสัญชาติญาณล้วนๆ ไม่มีเหตุผลอื่น สัญชาติญาณบอกว่าถ้าคนเราตื่นขึ้นมาแล้วยุ่งตั้งแต่เช้าถึงทุ่มสองทุ่ม ไม่มีเวลาที่จะมาวางแผนการบริหารจัดการ ธุรกิจอยู่ไม่ได้อย่างแน่นอน ยุ่งมากเพราะสินค้าที่ขายมีเยอะมากมีเกือบพันรายการ ไม่สามารถกำหนดราคาและควบคุมราคาตลาด จึงตัดสินใจเลิกและยึดหลักทำสินค้าให้น้อยตัว
ถามว่าแบรนด์แฟมิลี่มาได้อย่างไร
  • ก่อนหน้าที่จะสร้างแบรนด์แฟมิลี่เมื่อ 21 ปีก่อน ผมเริ่มต้นจากการขายอุปกรณ์ไฟฟ้าเมื่อปี 2516 คือ 34 ปีก่อน ได้ขยายโรงงานสายไฟในปี 2518 ยุบกิจการทั้งหมดปี 2528 และเริ่มสร้างแบรนด์ในปี 2529 สิ่งโดนใจที่ทำให้สร้างแบรนด์ ก็คือ ผมเห็นทีวีสี 14 นิ้ว ของญี่ปุ่นขาย 7,500 ขายดีมาก ขายดีกว่ายี่ห้อ No-Name ที่ขาย 4,200 คำถามก็คือ ทำไมของ 7,500 ขายดีกว่า 4,200 ทั้งที่ของก็เหมือนๆ กัน แต่ต่างกันที่ยี่ห้อ ทำไมกลุ่มที่ตัดสินใจซื้อของ 7,500 จึงตัดสินใจได้ง่ายกว่ากลุ่มที่ซื้อ 4,200
  • ผมยุบกิจการที่มีสินค้านับพันรายการและโรงงานสายไฟอีกหนึ่งโรง เหลือสินค้าไว้หนึ่งตัวคือ Booster TVขายตัวเลขไม่มากแค่พอค่าใช้จ่าย แต่สิ่งที่กำไรทันทีก็คือเวลาและโอกาส ทำให้ผมมีเวลามานั่งคิดวิเคราะห์ว่า ที่ผ่านมาเป็นอย่างไร ต่อไปน่าจะเป็นอย่างไร ธุรกิจเดิมผมจะยุ่งทั้งวัน ยุ่งตั้งแต่ 8.30 – 6 โมงเย็น รับโทรศัพท์ทั้งวัน ขายของไป ราคา 100 บาท เวลาเก็บเงินลูกค้าขอลดราคาเหลือ 95 เราก็ต้องยอม เพราะคนอื่นก็มีของเหมือนๆ กัน ยี่ห้อเดียวกัน ตอบโจทย์ไม่ได้ บัญชีตกลง 90 วัน ก็จ่าย 120 วัน แข่งกันจนต้องตายกันไปข้างหนึ่ง ขืนทำต่อไป โอกาสเจ๊งมีแน่ จึงตัดสินใจเลิก
  • ผมเลิกโดยที่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร อันดับแรกที่ได้ก็คือ ต้องเดินทาง เพราะคิดว่า การเดินทางบ่อยจะทำให้มีโอกาส ไปดูสินค้าต่างประเทศบ่อยมาก ซื้อตัวอย่างแบกโบชัวร์มาเยอะมาก สุดท้ายเริ่มต้นที่ทีวีเล็ก เพราะคิดว่าเป็นสินค้าแปลกใหม่ น่ารักดี น่าจะสร้างกระแสได้ แต่ก่อนจะสั่งก็คิดอยู่สามเดือน กลัวขายไม่ได้เพราะเป็นขาวดำ แต่สุดท้ายมาคิดว่า ทำไมฝรั่งที่เป็นประเทศพัฒนาแล้วยังดูได้ แล้วคนไทยทำไมดูไม่ได้ จึงตัดสินใจสั่ง โชคดีมาตอน Christmas ปีใหม่ คนเห็นเล็กดี น่ารักดี ก็เลยซื้อไปเป็นของขวัญปีใหม่ ตู้แรก 2,500 เครื่องขาย สิบวันหมด ได้ใจสั่งต่อ เราไม่รู้เรื่องการตลาดยังไม่มีงบโฆษณา ก็ใช้วิธีขยันออกบูธและแจกโบชัวร์ตามงานแสดงสินค้า ได้ขายของได้โฆษณา ผ่านไปสามเดือนมีอยู่วันหนึ่ง ผมได้ยินสามีภรรยาคู่หนึ่งยืนดูทีวีเล็ก ตัวภรรยาตัดสินใจควักเงินจะซื้อแล้ว แต่ตัวสามีบอก อย่าซื้อเลย ยี่ห้ออะไรก็ไม่รู้ ไม่รู้จัก ตรงนี้เองเป็นสิ่งโดนใจทำให้ผมคิดว่า ถ้าขืนอาศัยออกบูธแจกโบชัวร์อย่างนี้ไปเรื่อยๆ แบรนด์คงไม่เกิดแน่ จึงได้ตัดสินใจโทรหา Agency มาช่วยทำแผนการสร้างแบรนด์ ปีแรก 9 เดือนใช้ไป 7 ล้าน ปีต่อมาใช้ 18 ล้าน 20 กว่าล้าน ปี 2003 – 2005 3 ปีนี้ ใช้ปีละ 80 ล้าน ผ่านมา 21 ปี ใช้ไปเกือบ 900 ล้าน 21 ปี มีผู้ซื้อสินค้าแฟมิลี่ไปใช้แล้วมากกว่า 17 ล้านเครื่อง ทีวีเล็ก 5 ล้านเครื่อง วีดีโอเกมส์ 10 ล้านเครื่อง VCDและDVD สองล้านห้าแสนเครื่อง ผมชอบชื่อนี้มาก เพราะคำว่า FAMILY ถ้าแยกเป็นตัว F A M I L Y จะมีความหมายเป็น FATHER AND MORTHER I LOVE YOU
ธุรกิจยุคหน้า.....ยุค FTA ต้องทำ ?
  • ในยุคต่อไปนี้ ต้องคิดให้น้อยที่สุด ทำตัวให้เบาที่สุด แนวคิดในการ Downsizing และ Outsourcing น่าจะเหมาะสมกับยุคสมัยที่กำลังจะเปลี่ยนไป การ Downsizing ไม่ได้หมายความถึงการทำธุรกิจให้เล็กลง เราสามารถเพิ่มไลน์สินค้าเพื่อเพิ่มรายได้ด้วยการ Outsourcing การ Outsourcing จะทำให้บริษัทไม่ต้องเสี่ยงกับการลงทุน ไม่เป็นภาระ บุกเร็วถอยเร็ว
  • ในยุคต่อไปนี้ ความได้เปรียบทางด้านต้นทุนจะหมดไป เพราะสินค้าจีนราคาถูกและเริ่มจะดี จะเป็นตัวทำลายโครงสร้างต้นทุนในทุกๆ อุตสาหกรรม สินค้าจีนจะทำให้ SME และสินค้าโนเนมสูญพันธ์ไปในที่สุด จีนปัจจุบันก็คือญี่ปุ่นเมื่อยี่สิบปีก่อน แต่มีขนาดใหญ่กว่าห้าเท่า คำว่า Made in China จะมาแทนคำว่า Made in Japan ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ในปีนี้จีนกำลังจับมือกับอินเดีย เพื่อเป็นเขตเศรษฐกิจที่มีกำลังซื้อหนึ่งในสามของโลก มีอำนาจต่อรองสูงสุดทั้งจะซื้อจะขาย จีนเก่งฮาร์ดแวร์ ส่วนอินเดียเก่งซอฟแวร์
  • ยิ่งในยุคการค้าเสรี FTA ซึ่งจะเป็นตัวเร่งทำให้โครงสร้างภาษีเหลือ 0% เร็วขึ้น เราจึงต้องปรับปรุงองค์กรให้มีความเป็นมืออาชีพ จะมามัว Learning by doing เหมือนเมื่อก่อนคงไม่ได้ เราต้องเป็นกบกระโดด เป็นกบที่โดดหนีเมื่อมีเภทภัย ไม่ใช่เป็นกบต้มไม่รู้หนาวรู้ร้อน สุดท้ายก็ต้องตายไปในที่สุด
วิกฤตเศรษฐกิจ เศรษฐกิจตกต่ำ กำลังซื้อถดถอย.....?

          เวลาเศรษฐกิจถดถอย มีบุคคลสี่ประเภทให้เลือก อยู่ที่ว่าท่านจะเลือกแบบไหน ถ้าเป็นประเภทหนึ่งหรือสองก็จะอยู่ได้และมีโอกาส

  • ประเภทที่ 1 คือ ผู้ที่มาก่อนกระแส เป็นคนที่คาดเดาสิ่งที่เกิดขึ้นล่วงหน้าได้ มีการเตรียมตัวเป็นอย่างดี
  • ประเภทที่ 2 คือ ผู้ที่อยู่ในกระแส เป็นคนที่สามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ได้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม
  • ประเภทที่ 3 คือ เป็นคนที่อยู่นอกกระแส ส่วนใหญ่เป็นลูกเศรษฐี ประเภทจมไม่ลง ไม่ยอมรับความจริง ถ้าเป็นบริษัทก็เป็นบริษัทที่ใช้แนวคิดเก่าๆ มากอบกู้สถานการณ์
  • ประเภทที่ 4 คือ ผู้ที่จมปรักอยู่กับอดีต ไม่ยอมทำอะไรทั้งสิ้น หมดอาลัยตายอยาก

          ถามว่าเวลาเศรษฐกิจถดถอยต้องทำอย่างไร อันดับแรก ต้องมองโลกในแง่ดี มีสติ ไม่เครียด ต้องลดการใช้จ่ายลงในทุกประเภท พร้อมกับเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ ต้องมองน้ำที่หายไปครึ่งแก้วว่ายังเหลืออยู่อีกครึ่งแก้ว ไม่ใช่หายไปครึ่งแก้ว

  • ต้องระมัดระวังในการลงทุน ให้ความสำคัญกระแสเงินสดมากกว่าผลกำไร
  • ต้องใช้งบโฆษณาอย่างระมัดระวัง เน้นการประชาสัมพันธ์และทำ CRM มากกว่าการโฆษณา
  • ต้องให้ความสำคัญในการบริหารสินค้าคงคลัง ด้วยการลดสต็อกและลดขนาดพื้นที่ Warehouse ลง ของขาดดีกว่าเหลือ
  • ขายทรัพย์สินที่ไม่จำเป็นออกไปบ้าง เปลี่ยนจากซื้อมาเป็นเช่าหรือ Outsource เลิกความเชื่อเก่าๆ ที่ว่า การมีทรัพย์สินเยอะๆ จะทำให้มีหลักประกันที่ดี การมีเงินสดหรือสภาพคล่องสูงต่างหาก ถึงจะมีอำนาจต่อรองที่เหนือกว่า
  • เป็นโอกาสปัดกวาดบ้าน เพื่อกำจัดสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ออกไป เช่น ทรัพย์สินที่ไม่ได้ใช้ สินค้าคงคลังที่ล้าสมัย อย่าไปใส่ใจกับมูลค่าทางบัญชี เพราะถึงแม้มีมูลค่าทางบัญชี ถ้าขายไม่ออกหรือไม่ได้ใช้ ก็ไม่มีความหมาย
  • ร่วมมือกับ Supplier อย่างใกล้ชิด เพื่อลดใช้จ่ายลดต้นทุน เพราะต้นทุนของเขาก็คือต้นทุนของเรานั่นเอง
  • สุดท้ายให้เริ่มมองหาโอกาสทางธุรกิจ เพราะเวลาเศรษฐกิจถดถอย คู่แข่งจะเหลือน้อยราย ต้นทุนในการเริ่มต้นต่ำ ทำให้มีเวลาเตรียมตัวในการทำธุรกิจ ต้องคิดอยู่เสมอว่า ใหญ่ได้ก็เล็กได้ เล็กได้ก็ใหญ่ได้ วิกฤตคือโอกาส โอกาสบางครั้งก็คือความเสี่ยง
Last Update : 6 / 2 / 2008
กลับหน้าหลัก
Copyright 2000-2008 by Businesswise Co., Ltd.
www.bwth.com / www.job-ed.com